06 กรกฎาคม 2569
NATURE AS CAPITAL


คุณจรีพร จารุกรสกุล
ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ไม่ต่างจากที่พลังงานหมุนเวียนที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือก ก่อนจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก วันนี้ประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับองค์กร ภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงถูกยกระดับให้เป็น สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโต ความมั่นคง และศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็น ปัจจุบันเม็ดเงินกว่า 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปียังคงไหลเข้าสู่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่การฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีเพียงประมาณ 220 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแตกต่างกันมากกว่า 30 เท่า โดยช่องว่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางการลงทุนของโลกยังคงสวนทางกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน และหากธุรกิจยังคงตักตวงทรัพยากรโดยขาดการฟื้นฟูอย่างสมดุล ความเสี่ยงด้านต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นน้ำ พลังงาน วัตถุดิบ ไปจนถึงความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะทวีความรุนแรงขึ้น และย้อนกลับมาบั่นทอนศักยภาพของธุรกิจเองในที่สุด
ทั้งนี้ แรงกดดันจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนถือเป็นแรงเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจสีเขียวเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบระดับสากลที่เริ่มกำหนดให้องค์กรและสถาบันการเงินต้องประเมินและเปิดเผยความเสี่ยงด้านธรรมชาติอย่างเป็นระบบ นักลงทุนจำนวนมากจึงทยอยปรับพอร์ตเข้าสู่ธุรกิจที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของเครื่องมือทางการเงินอย่าง Green Bonds และ Sustainability-linked Loans ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจที่เพิกเฉยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น สูญเสียพันธมิตร หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกถอดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเปลี่ยนมุมมองจากการทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ไปสู่การลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจในยุคนี้
โดยโอกาสในการพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แต่สามารถบูรณาการเข้ากับการดำเนินงานในหลากหลายกิจกรรม เริ่มต้นจากการยกระดับประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีอย่าง AI, Drone และ Digital Twin มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนแรงงาน พลังงาน และการใช้ทรัพยากร เช่น การใช้โดรนร่วมกับ AI เพื่อสำรวจพื้นที่เสี่ยงหรือโครงสร้างที่ชำรุดแทนการใช้แรงงานและเครื่องจักรหนัก ไปจนถึงการใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หรือวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเพิ่มโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์สีเขียว ตลอดจนสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจแห่งอนาคตอย่างการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
ในอนาคตอันใกล้ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้ามาเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว สำหรับองค์กร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรทำหรือไม่” แต่คือ “ควรเริ่มจากจุดใด เพื่อสร้างทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจและผลกระทบเชิงบวกได้เร็วที่สุด” ในวันที่โลกเริ่มให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง องค์กรที่ปรับตัวได้ก่อนอาจไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่มีภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันทางธุรกิจในทศวรรษข้างหน้าอย่างแท้จริง
