28 September 2026

CIRCULARITY GAP

คุณจรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนและความสูญเสียที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) หรือการนำทรัพยากรมาผลิต ใช้ และทิ้ง ได้อย่างครบถ้วน โดยในรายงาน Circularity Gap Report 2026 ซึ่งจัดทำโดย Circle Economy ร่วมกับ Deloitte ระบุว่า ในแต่ละปีโลกสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (Value Gap) ประมาณ 25.4 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็นเกือบ 31% ของ GDP โลก

โดย Value Gap ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุและกลายเป็นของเสียเท่านั้น แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบอย่างไม่มีประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิต ซึ่งก่อให้เกิดเศษเหลือจากกระบวนการหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง ทั้งนี้ มูลค่ายังอาจสูญเสียระหว่างการใช้งานจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือการทิ้งก่อนสิ้นอายุ เมื่อผลิตภัณฑ์กลายเป็นของเสีย ส่วนใหญ่จะถูกจัดการด้วยการฝังกลบหรือเผาทำลาย ทำให้วัสดุจำนวนมากไม่ได้รับการนำกลับมาใช้ประโยชน์ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการหมุนเวียนวัสดุของโลกที่ปัจจุบันอยู่เพียง 7% ขณะที่ทรัพยากรที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจถึง 93% ยังคงเป็นทรัพยากรใหม่

นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงยังก่อให้เกิดต้นทุนแฝงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำและอากาศ ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งการทำให้ต้นทุนเหล่านี้ปรากฏชัดจึงมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย การลงทุน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงผลกระทบตลอดวงจรชีวิต ถึงแม้ว่าปัจจุบันการรีไซเคิลจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ยังเป็นการจัดการที่ปลายทางและไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงระบบ เนื่องจากวัสดุบางประเภทอาจมีคุณภาพลดลงหลังการรีไซเคิล ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางชนิดถูกออกแบบให้ถอดแยกหรือซ่อมแซมได้ยาก ส่งผลให้วัสดุไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

การลด Value Gap จึงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต และการบริโภค ไปจนถึงการจัดการผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุ พร้อมการสนับสนุนจากนโยบาย กลไกตลาด และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือ Design for Circularity หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ทนทาน มีอายุการใช้งานยาว สามารถซ่อมแซม ใช้ซ้ำ และนำวัสดุกลับเข้าสู่ระบบเมื่อหมดอายุ ควบคู่กับโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Product-as-a-Service ที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าที่ดูแลรักษา นำกลับมาใช้ซ้ำ และปรับปรุงสภาพได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถใช้กลไกราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ต้นทุนด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสังคมถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนลดความสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง

ท้ายที่สุด ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนขนาดของความสูญเสีย แต่ยังชี้ให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถนำกลับคืนมาได้ สำหรับภาคธุรกิจ ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และโมเดลรายได้ใหม่ที่สามารถรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้อยู่ในระบบได้นานขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ และเสริมความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว